ก่อนอื่น…ดูวิดีโอเพลงนี้เสียก่อน.
All my nightmares have come true…my mom just friended me!
ช่างเป็นฝันร้ายที่น่าสยดสยองเมื่อ (พ่อ)แม่ add friend ในเฟซบุ๊ค หรือว่า follow ทวิตเตอร์ของเรา.
ล้อเล่นน่า…
(วง Blood of TigerCat ที่ทำเพลงนี้เป็นกลุ่มนักแสดงตลก the Back of the Class ทำเพลงออกมาได้น่ารักน่าชังเชียว)
คุณติดโซเชียลเน็ทเวิร์คมั้ย? จะไปไหน จะทำอะไรก็ต้องอัปเดทสเตรัสในเฟซบุ๊ค คอยทวีทบอกเล่า (ส่วนใหญ่จะบ่น)ในทวิตเตอร์ เช็คอินโฟร์สแควร์ทุกครั้งที่เคลื่อนย้ายร่างกาย…
นึกไม่ออกว่ากลายเป็นคนติดโซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็แทบถอนตัวไม่ขึ้น.
และเมื่อสังเกตผู้คนรอบตัวเอง เริ่มรู้สึกคนรอบข้างหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์จนแทบไม่สนใจคนรอบข้าง ถ้าไม่เล่น บีบี ก็เช็คทวิตเตอร์ หรือว่าเข้าเฟซบุ๊ค. หลายคนหมกมุ่นขนาดที่ว่ายังคงส่งมองโทรศัพท์แม้แต่ในเวลาที่ขับรถ. จนน่าสงสัยว่าการเชื่อมตัวเองเข้าสู่โซเชี่ยลเน็ทเวิร์คมันสำคัญกว่าความปลอดภัยของตัวเอง (และของผู้อื่น) หรือไร?
มันเป็นเพราะรู้สึกเหงา ไม่อยากจะอยู่เพียงลำพัง?
ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะรอบข้างก็มีคนจริงๆ ที่ให้คุณมีปฎิสัมพันธ์กันอย่างง่ายดาย.
เรากลัวว่าตัวเองจะพลาดเรื่องราวที่น่าสนใจ หรือเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เราเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับโลกเสมือนจริง (จริงๆ มันก็คือโลกจริงๆ เพียงแต่เราไม่ได้เจอหน้ากันต่อหน้าต่อตา) คนเราต่าง “บอก” ว่ากำลังทำอะไรอยู่. เราอยากรู้ความเป็นไปของคนอื่น และขณะเดียวกันก็อยากให้คนอื่นรู้ความเป็นไปของเรา.
สิ่งที่เราโพสต์ลงไป มีตั้งแต่ว่าเราไปทำอะไรมา เราเบื่อ เราเกลียด เราอารมณ์ไม่ดี และเราก็สอดส่ายสายตาหาความเป็นไปของ “เพื่อน” ว่าเขาไปทำอะไรมา กินไอศกรีม, สเต็ก หรือกำลังไดเอ็ท
ใช่แล้ว มันเป็นสิ่งที่คุณใช้หาว่าเพื่อนกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่แต่เพื่อน แต่รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อน หรือแม้แต่ คุณที่คุณไม่รู้จัก!
บางทีก็เกิดคำถามขึ้นในใจ การได้เห็นการใช้ชีวิตของคนอื่นมันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า?
เราเคยเอาชีวิตและวิถีการใช้ชีวิตคนอื่น (ในโซเชียล เน็ตเวิร์ค) มาเปรียบเทียบกับชีวิตของเราหรือไม่?
อันนั้นมันเครียดเกิน…และไม่เกี่ยวกับดนตรี! ข้าม!
แต่สิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตตรงๆ ในรอบ 5 – 6 ปีที่ผ่านมาก็คือ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยลงเรื่อยๆ
ที่สำคัญ ดันเกิดอาการหวั่นไหวว่าตัวเองตกยุคไม่ทันข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจริงๆ มันมีปริมาณมากเสียจนเราไม่ควรจะรับมันทั้งหมด แต่เราก็อยากรับมัน
ตัวอย่างง่ายๆ สมมติเช่น The Darkness ออกซิงเกิ้ลใหม่มา จริงๆ มันอาจจะยังไม่ได้ออกอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ แต่ว่ามีคนพูดถึง ในเฟซบุ๊ค หรือว่าทวิตเตอร์
หรือ
บางทีเพื่อน (หรือใครก็ไม่รู้ แต่ดัน tag เพื่อนเรา เราเลยได้รับรู้ไปด้วย) โพสต์ว่าตัวเองได้ครอบครองอัลบั้มใหม่ล่าสุดของ Dream Theater
หรือ
วงอะไรไม่รู้ แต่แม่งโคตรแนว เป็นอินดี้ ท่าทางฟังแล้วจะอาร์ตมาก
แล้วเกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย พลาดเรื่องแบบนี้ไปได้ยังไง.
กลายเป็นอาการที่เรียกว่า “คุยกับเขาไม่รู้เรื่อง”!!! ทั้งๆ ที่ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ได้พูดคุยกันด้วยเรื่องเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ!
อาการแบบนี้ มีชื่อว่า “ความกลัวที่จะตกข่าว” (The Fear of Missing Out) และทำให้เราเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์ค แทบจะทุกวินาที เพราะกลัวว่าตัวเองจะพลาดเหตุการณ์อะไรไป
การได้เห็นคนอื่นอัปเดทสเตตัส หรือทวีต กลายเป็นตัวเร่งเร้าให้เรานึกไปว่าตัวเองกำลังพลาดสิ่งสำคัญ.
แต่สิ่งสำคัญที่เราพลาดไปจริงๆ คือการใช้ชีวิตของเราเอง
ปิดท้ายด้วยเพลงที่ไม่เกี่ยวกับโซเชียลเน็ทเวิร์ค แต่ว่ามีเนื้อหาบางตอนมันตรงใจ…
I will follow you will you follow me
All the days and nights that we know will be
I will stay with you will you stay with me
Just one single tear in each passing year there will be
