ภาพยนตร์เรื่อง I’m Not There นำเสนอมุมมองที่มีต่อบ็อบ ดีแล่น นักร้องโฟล์คซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีอเมริกันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการมอบบทบาทและคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกันเพื่อที่จะนำเสนอชีวิตของบ็อบ ดีแล่น โดยเฉพาะตอนต้นเรื่อง ที่เปิดมาเป็นเด็กผิวดำแอบโดยสารรถไฟ และเด็กคนนั้นก็ได้แนะนำตัวเองว่า “ผมชื่อ วู้ดดี้ กูธรี่”
บ็อบ ดีแล่นได้รับอิทธิพลจากกูธรี่สูงมาก ในอัลบั้มแรกของเขา Bob Dylan(1962) ก็มีเพลงชื่อ “Song to Woody” ที่เขาบรรยายความเคารพที่มีต่อกูธรี่เอาไว้อย่างเปิดเผย โดยเพลงนี้ดีแล่นได้เอาเพลง “1913 Massacre” ของกูธรี่เป็นต้นแบบ ตอนที่เขาเขียนเพลงนี้เสร็จใหม่ๆ โจน บาเอซ อยากได้เพลงนี้ไปร้อง ดีแล่นไม่ยอมให้เพลงนี้ โดยให้เหตุผลว่า “โจนนี่ ต้องการร้องเพลง ‘Song to Woody’ แต่ผมไม่ให้เธอ ผมไม่อยากให้เธอเกี่ยวข้องอะไรกับเพลงที่เกี่ยวกับวู้ดดี้ เพราะว่าเธอไม่รู้จักวู้ดดี้จริงๆ”
ถ้าอธิบายดนตรีของกูธรี่ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงต้องใช้คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด อันที่จริง เนื้อหาที่กูธรี่เขียนมันเป็นเรื่องของชีวิตทั่วๆไป มีแม้กระทั่งเพลงสำหรับเด็กๆ ซึ่งเขาตั้งข้อจำกัดในการเขียนเพลงไว้กับตัวเองว่า “ผมตัดสินใจมานานแล้วว่าบทเพลงของผมมันจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยม…” และเมื่อเขาประกาศว่าตัวเองอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับระบบทุนนิยม พวกที่ชอบจัดประเภทผู้คนก็เลยจับเขาไปอยู่ในกลุ่มเอียงซ้าย และคอมมิวนิสต์
ซึ่งเรื่องที่เขาฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็เป็นที่เปิดเผยโดยทั่วไปตั้งแต่เขาตอบรับคำเชิญจาก เอ็ด ร็อบบิ้น หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ในแคลิฟอร์เนียให้เข้ามาร่วมงานต้อนรับการพ้นโทษของทอม มูนนี่ ผู้นำทางการเมืองของกลุ่มที่ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองถึง 22 ปี ซึ่งในคราวนั้นกูธรี่ได้เขียนเพลง “Mr. Tom Mooney Is Free” เพื่อเป็นการสดุดี และต่อมาในทศวรรษ 40s เขายังรวมกลุ่มนักดนตรีโฟลค์ที่มีแนวคิดเอียงซ้ายเหมือนกัน เข้ามาร่วมทำงานในนาม Almanac Singers (หัวหอกของกลุ่มอีกคนคือพีท ซีเกอร์) นอกจากนี้กูธรี่ยังเขียนคอลัมน์ Woody Sez ให้กับหนังสือพิมพ์ The Daily Worker ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในอังกฤษ (ต่อมาได้มีการเปลี่ยนเจ้าของและกลายเป็นหนังสือพิมพ์ Morning Star)
วู้ดดี้ กูธรี่ เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างจากอัลบั้ม The Dust Blow Ballads ในปี 1940 เรื่องราวในอัลบั้มมาจากภัยธรรมชาติ ที่ส่งพายุฝุ่นมาถล่มรัฐทางตะวันตกในช่วงปี 1930 – 1935 ซึ่งกูธรี่เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายเจอพิษพายุฝุ่นจนหมดตัว จนต้องออกตระเวนหางานทำและเดินทางไปเรื่อยๆ กลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้ฝึกฝีมือการเล่นกีต้าร์และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาไว้มากมาย
เพลงอมตะของกูธรี่เพลงหนึ่งคือ “This Land is Your Land” เดิมทีให้ชื่อว่า “God Blessed America Over Me” โดยจงใจจะให้เห็นว่าเป็นมุมมองที่ตรงข้ามกับมุมมองอันสวยงามในเพลง “God Bless America” ของเออวิ่ง เบอลิน ซึ่งเป็นที่นิยมแทบจะกลายเป็นเพลงชาติอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการ แต่กูธรี่กลับมีมุมมองต่างออกไปเพราะเขาคิดว่ามันจะเป็นดินแดนที่สุดวิเศษอย่าง “God Bless America” ได้อย่างไรในเมื่อประชากร 1 ใน 3 ยังไร้ที่อยู่ ขาดแคลนอาหาร เสื้อผ้า แต่ว่ากูธรี่ก็ยังใส่ความหวังในทางที่ดีเข้าไปในบทเพลงเกี่ยวกับการแบ่งปันในช่วงท้ายเพลง ซึ่งมันออกไปทางสังคมนิยมพอสมควร เขาบันทึกเสียงเพลงนี้ในปี 1945 แต่กว่าจะออกวางจำหน่ายก็อีก 6 ปีให้หลัง และปัจจุบันมันกลายเป็นเพลงที่สำคัญไม่แพ้ “God Bless America” ของเบอลิน
เมื่อปี 2007 มีการนำเอาบันทึกการแสดงสดของกูธรี่ออกมาวางจำหน่ายในชื่อ The Live Wire: Woody Guthrie In Performance 1949 ซึ่งอัลบั้มบันทึกการแสดงสดชุดแรก ถึงแม้ว่าจะไม่มีเพลง“This Land is Your Land” แต่เพลงอื่นๆ ล้วนแล้วแต่แสดงศักยภาพของกูธรี่ขณะที่กำลังอยู่ในช่วงที่เขามีไฟสร้างสรรค์เต็มที่
Selected Discography
Dust Bowl Ballads
Songs to Grow on for Mother and Child
Almanac Singers
Woody Guthrie: Library of Congress Recordings
