เป็นที่รู้กันตั้งแต่สมัยที่ Dreamgirls เป็นละครบอร์ดเวย์แล้วว่า เรื่องนี้ได้แรงบัลดาลใจมาจากเรื่องราวของ The Supremes ในปี 2007 นี้ หลายๆ คนอาจจะเกิดไม่ทันรับรู้ความโด่งดังของวง The Supremes แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษ 60s รับรองว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักพวกเธอ ซึ่งว่ากันว่าถ้าวัดความสำเร็จจากรายได้และจำนวนเพลงฮิตในอเมริกาแล้ว ในทศวรรษ 60s นั้นพวกเธอเป็นรองเพียง The Beatles เพียงวงเดียวเท่านั้น
เรื่องราวของ The Supremes เริ่มต้นในราวปี 1958 เมื่อ ฟลอเร้นซ์ บัลลาด ได้รับการชักชวนจากผู้จัดการวง The Primes ให้ตั้งวงร่วมกับ เบ็ตตี้ แม็คโกวล์ ทำเป็นวงหญิงล้วนเพื่อประกบกับวง The Primes (บัลลาดเป็นเพื่อนกับเอ็ดดี้ เคนดริกซ์ และพอล วิลเลี่ยมส์ สมาชิกของ The Primes ส่วน แม็คโกวล์ขณะนั้นเป็นแฟนของพอล วิลเลี่ยมส์) บัลลาดจึงไปชวน แมรี่ วิลสัน เพื่อนร่วมโรงเรียนให้มาร่วมวง และ วิลสันเป็นคนไปชวนไดอาน่า รอส มาร่วมเป็นสมาชิกวงอีกคนหนึ่ง
ในตอนแรก พวกเธอใช้ชื่อง่ายๆ ว่า The Primetts ซึ่งก็มีชื่อเสียงพอสมควรในแถบดีทร้อยท์ บ้านเกิด แต่ว่ากว่าจะได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์เป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเหตุผลก็ไม่ใช่ว่าพวกเธอไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะว่าเบอรี่ กอร์ดี้ จูเนียร์ เจ้าของบริษัทโมทาวน์เห็นว่าพวกเธอยังเด็กเกินไป (ตอนนั้นแต่ละคนยังเรียนไฮสคูลกันอยู่) The Primetts เลยไปเซ็นสัญญาทำเพลงกับบริษัท Lu Pine แทน แต่ว่าออกซิงเกิ้ลมาได้แผ่นเดียวบริษัท Lu Pine ก็ปิดตัวลงไป
The Primetts จึงต้องรอจนกว่าจะเรียนจบไฮสคูลจึงได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์ ซึ่งระหว่างนั้นพวกเธอก็ต้องไปทำงานเป็นนักร้องแบ็คอัปให้กับนักร้องรายอื่นไปพลางๆ ตัวไดอาน่า รอส ก็รับจ๊อบเป็นเลขานุการอยู่ในโมทาวน์นั่นเอง
แต่เมื่อ The Primetts ได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่สมาชิกวง ที่เหลือเพียงแค่สามคน คือ ไดอาน่า รอส, แมรี่ วิลสัน และฟลอเร้นซ์ บัลลาด และเบอรี่ กอร์ดี้ จูเนียร์ ขอร้องให้ทางวงเปลี่ยนชื่อวงใหม่ เพราะชื่อ The Primetts “ไม่ขาย” (แบบเดียวกับที่เขาขอร้องให้ The Primes เปลี่ยนชื่อวงจนกลายเป็น The Temptations) นอกจากนี้กอร์ดี้ผลักดันให้ไดอาน่า รอสเป็นนักร้องนำหลัก ส่วนวิลสันและบัลลาดทำหน้าที่ร้องประสานเท่านั้น โดยตั้งแต่อัลบั้มที่สอง (Where Did Our Love Go) เป็นต้นมา ทั้งวิลสันและบัลลาดแทบไม่มีบทบาทร้องนำในวงเลย
การที่กอร์ดี้ผลักดันให้รอสขึ้นเป็นนักร้องนำหลักอาจจะเป็นเพราะ “ความสัมพันธ์พิเศษ” ส่วนตัว แต่ถ้ามองถึงสิ่งที่โมทาวน์ทำมาโดยตลอด (จนเป็นที่รู้จักว่าเป็นโมทาวน์ ซาวนด์) จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการเลือกที่ตรงกับบุคลิกของโมทาวน์ คือโมทาวน์ ไม่ได้เน้นที่ตลาดของคนผิวดำเพียงอย่างเดียว โมทาวน์ต้องการที่ทำดนตรีที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งจากคนผิวขาวและคนผิวสี คือถ้าฟัง The Temptations, The Four Top, The Jackson 5, สโม้คกี้ โรบินสัน, มาร์วิน เกย์ หรือคนอื่นๆ จะเห็นได้ว่าดนตรีของนักร้องเหล่านี้จะไม่ใช่สไตล์ R&B แท้ๆ แบบดั้งเดิม แต่มันจะเติมดนตรีร็อค หรือว่าสไตล์ที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนั้นลงไปเสมอ อย่างเช่นช่วงที่ British Invasion เริ่มบุกอเมริกาในช่วงปี 1964 กอร์ดี้ก็ให้ The Supremes ทำอัลบั้ม A Bid of Liverpool ออกมาซึ่งเป็นการนำเพลงของวงฝั่งอังกฤษ (แน่นอน มีเพลงของ The Beatles ด้วยถึง 4 เพลง) มาร้องใหม่
โมทาวน์ เป็นบริษัทแรกแรก ที่กล่าวได้เต็มปากว่าทำดนตรีเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรม คือไม่ว่านักร้องจะเป็นใครมาจากไหน ก็ต้องผ่านเบ้าหลอมทางดนตรีแบบเดียวกันหมด ซึ่งโมทาวน์ทำได้ก็เพราะมีทีมนักดนตรี The Funk Brothers ซึ่งเป็นนักดนตรีฝีมือดีในแถบดีทร้อยท์ที่มาช่วยขัดเกลาเพลง และต้องบอกว่าในสมัยทศวรรษ 50s นั้น เมืองดีทร๊อยส์ ถิ่นที่โมทาวน์ตั้งอยู่ได้ชื่อว่ามีระบบการเรียนดนตรีที่ดีที่สุดในอเมริกา ดังนั้นนักร้องและนักดนตรีรวมไปถึงผู้ทำงานเบื้องหลังทุกคนมีพื้นฐานทางดนตรีสูงมาก แถมยังได้ทีมโปรดักซ์คือ Holland – Dozier – Holland ซึ่งมีสไตล์โดดเด่น มาคอยดูแลการผลิตอัลบั้ม การมีทีมโปรดักชั่นที่แข็งแกร่งนี้ทำให้โมทาวน์เติบโตอย่างรวดเร็ว จนสร้างสไตล์ที่เรียกว่าโมทาวน์ ซาวนด์ ได้สำเร็จคือเป็นดนตรีที่มีรากฐานมาจาก R&B, โซล และกอสเปล อย่างเช่นสไตล์การร้องของ The Supremes ที่ไดอาน่า รอส จะร้องนำแล้วมีเสียงร้องประสานมาเสริม ก็เป็นท่วงทำนองแบบ call & respond ของดนตรีกอสเปล แต่กอร์ดี้นำมาปรับให้มันป๊อป ขึ้น ทุกเพลงจะต้องเน้นที่ท่อนฮุค คิดหูง่ายเสมอๆ
กอร์ดี้เป็นคนที่ใส่ใจกับรายละเอียดทางการตลาดอยู่เสมอ อย่างช่วงทศวรรษ 60s เขามองว่า กลุ่มคนฟังของเขาซึ่งเป็นวัยรุ่น จะฟังเพลงที่บ้านด้วยเครื่องเสียงเล็กๆ ราคาถูก และถ้าเป็นวิทยุในรถยนต์ก็จะไม่ได้มีระบบเสียงดีอะไร ส่วนใหญ่ฟังวิทยุระบบ AM เขาจึงให้คนมิกซ์เพลงให้เสียง treble สูงกว่าปกติ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เสียงสมดุลที่ดีตามหลักนัก แต่ถ้าได้ฟังเพลงที่มิกซ์แบบนิ้เปิดตามสถานีวิทยุ AM หรือว่าฟังจากเครื่องเสียงราคาถูกแล้วจะให้เสียงที่ชัดเจนและน่าสนใจกว่ามาก
ถ้าพิจารณาจากสภาพแวดล้อมดังกล่าวแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมกอร์ดี้ ถึงได้ผลักดันให้ไดอาน่า รอสขึ้นเป็นนักร้องนำ ถ้าย้อนกลับไปในสมัยตั้งวงแรกๆ ในนาม The Primetts ทั้งสามคนจะแบ่งกันร้องนำ (เบ็ตตี้ แม้คโกวล์ สมาชิกอีกคนหนึ่งจะไม่ค่อยร้องนำเพราะเสียงไม่ค่อยเด่น) โดยเพลงช้าๆ จะเป็นหน้าที่ของแมรี่ วิลสัน ถ้าเป็นเพลงที่ออกป๊อปหน่อยจะให้ไดอาน่า รอส ถ้าเป็นเพลงโซล หรือว่าเพลงเร็วๆ จะให้ฟลอเร้นซ์ บัลลาดเป็นคนร้องนำ และทุกคนก็ยอมรับว่า ฟลอเร้นซ์ บัลลาด มีเสียงที่เหนือกว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น โดยเฉพาะเนื้อเสียงแบบ Huskey Voice (คือเสียงต่ำๆ แต่กังวานก้อง) ซึ่งถ้าได้ร้องเพลงกอสเปลหรือว่าโซลจะเหมาะกับเธอมาก และจะไม่ด้อยกว่าอธีน่า แฟร็งคลินหรือแพ็ตตี้ ลาเบลล์แน่ๆ เพียงแต่ว่ามันเป็นเสียงของคนผิวสี ต่างจากเสียงของรอส ที่ออกสูงกว่า และฟัง “เป็นคนขาว” มากกว่า นี่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่กอร์ดี้ ผลักดันให้รอสขึ้นมาเป็นนักร้องนำหลัก
ผลของการโดนผลักให้มาเป็นนักร้องประสานทำให้บัลลาด เริ่มปล่อยตัวและติดเหล้าจนพลาดการแสดงหลายหน จนถึงที่สุดเธอก็ต้องออกจาก The Supremes ไปในปี 1967 และเริ่มต้นเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ว่ากอร์ดี้ ก็ยังแสดงความเขี้ยวให้เห็นเพราะตอนที่ไล่เธอออกเขาให้เธอเซ็นสัญญา (เพื่อรับเงินเพียงแสนกว่าเหรียญ) ว่าเธอจะไม่เอาชื่อ The Supremes ไปใช้โดยเด็ดขาด และนั่นทำให้ตอนออกอัลบั้มแรกกับ ABC แทบไม่มีใครจำเธอได้ และหลังจากไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย เธอก็เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในปี 1976
สำหรับ The Supremes ที่เหลือ ก็รับซินดี้ เบิร์ดซองค์มาแทนที่และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Diana Ross & The Supremes เพื่อจะเน้นตัวรอสให้เด่นมากยิ่งขึ้น แต่ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงขาลงของพวกเธอ เหตุผลแรกมาจากทีม Holland – Dozier – Holland หันหลังให้กับโมทาวน์เพราะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบจากกอร์ดี้มากเกินไป นอกจากนั้นการทำงานเพื่อโปรโมทอย่างหนักและต่อเนื่องทำให้หลายต่อหลายครั้งที่เบิร์ดซองค์หรือว่าวิลสันไม่ได้มาร่วมบันทึกเสียง ต้องใช้นักร้องคนอื่นมาร้องแบ็คอัป (แต่ก็ยังมีเครดิตของทั้งคู่อยู่) เหตุผลข้อต่อมาก็คือ ช่วงนั้นมีกร้องโซลที่มีพลังอย่างอธีนา แฟร้งคลิน ที่เน้นตลาดของคนผิวสีโดยตรงมาโอบกระหน่ำ ยิ่งในช่วงปลายทศวรรษ 60s เป็นช่วงที่เกิดการตื่นตัวเรื่องการรักษาศักดิ์ศรีของคนผิวดำ ที่มีกลุ่ม Black Panther เป็นตัวตั้งตัวตี ทำให้ The Supremes ที่ออกไปทางป๊อปเอาใจคนผิวขาว โดนมองว่า “ดำไม่พอ”
ปี 1970 ไดอาน่า รอส ลาออกจากวงไปเป็นศิลปินเดียว The Supremes ก็ได้จีน เทอเรลมาเป็นนักร้องนำแทน ซึ่งในช่วงสองสามปีแรก ทำท่าว่าจะดี (หลายๆคนลงความเห็นว่าดีกว่างานช่วงสองสามปีก่อนไดอาน่า รอสจะลาออกเสียอีก) แต่ว่าหลังจากที่โมทาวน์ เริ่มหันไปจับธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์ รวมไปถึงย้านฐานไปตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คและลอส แองเจลิส ทำให้ความเข้มข้นของทีมโปรดักชั่นลดลงจากเดิม ส่งผลให้วง The Supremes ก็เริ่มระส่ำระสาย มีการเปลี่ยนตัวสมาชิกอีกหลายครั้งจนในที่สุดต้องยุบวงลงในปี 1976
ทิ้งไว้เพียงตำนานที่กล่าวถึงพวกเธอว่า เป็นวงดนตรีหญิงล้วนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์
Recommend
Various Artists: Motown: The Classic Years
[Motown, 2000]
มีอัลบั้มรวมเพลงของโมทาวน์ออกมาหลายอัลบั้ม สำหรับ The Classic Years อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่รวมเพลงที่มีความพิเศษมากนัก แต่ว่าทั้ง 23 เพลง (2แผ่น) ได้รวมเอาบทเพลงที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับนักร้องแต่ละคนไว้ค่อนข้างครบ ตั้งแต่ “The Tracks of My Tears” ของ The Miracle , My Girl ของ The Temptations และอีกมากมายที่บ่งบอกถึงคำว่า “โมทาวน์ ซาวนด์” ได้ชัดเจน
The Supremes: Supremes A’ Go-Go
[Motown, 1966]
อัลบั้มที่ The Supremes กำลังอยู่ในช่วงท้อปฟอร์ม เสียงร้องของไดอาน่า รอส กำลังสดใส แถมได้ทีมโปรดักชั่นHolland- Dozier -Hollandมาดูและขัดเกลาให้ จนทำให้ทุกอย่างลงตัว และผลก็คือดนตรีที่บ่งบอกสไตล์ของ โมทาวน์ ซาวนด์ ซึ่ง The Supremes ทำมันออกมาได้ดีที่สุดในบรรดานักร้องของโมทาวน์ในยุคนั้น
FlorenceBallad: The Supremes
[ABC, 2001]
เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ ฟลอเร้นซ์ บัลลาดร้องเอาไว้ในช่วงปี 1968 ช่วงที่เธอทำสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวกับทาง ABC Records แต่ก็มีเพลงที่บันทึกไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นสมาชิก The Supremes ที่บันทึกไว้ในช่วงทำอัลบั้ม Meet the Supremes ในช่วงปี 1961 เช่น “Buttered Popcorn” (เพลงหน้าบีซิงเกิ้ลแรกของ The Supremes), “Ain’t That Good News”, “Hey Baby” อัลบั้มนี้บอกตรงๆ ว่าเพลงส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับสมัยที่เธออยู่กับ The Supremes แต่ว่าเสียงของเธอยังคงเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นมาก
The Supremes: Right On
[Motown, 1970]
อัลบั้มนี้เป็นบทพิสูจน์ได้ว่า ถึง The Supremes ไม่มีไดอาน่า รอส ก็ยังคงทำเพลงดีๆ ออกมาได้ และอาจจะเป็นงานของ The Supremes ที่ดีที่สุดหลังจากไม่มีทีมHolland- Dozier -Hollandมาดูแลโปรดักชั่น เสียงร้องของจีน เทอเรล อาจจะไม่โดดเด่นเท่ากับไดอาน่า รอส แต่ที่ได้คืนกลับมาก็คือ เสียงประสานที่ดูลงตัวและกลมกลืนในฐานะวงดนตรีมากกว่าสมัยที่ใช้ชื่อวงว่า Diana Ross & the Supremes
อ่านต่อ