— Manic Nova

หลังจากที่อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ได้เขียนเรื่อง “ปีใหม่ ๒๕๕๕ หยุดซื้อ มติชน”

https://www.facebook.com/notes/สมเกียรติ-อ่อนวิมล-somkiat-onwimon/2555-หยุดซื้อหนังสือพิมพ์มติชน/279212728804123

ก็พยายามตามหาความเห็นของอีกฝ่าย โดยเฉพาะจากมติชน เพื่อจะได้ฟังความให้รอบข้างว่าเป็นอย่างไร

เจอแต่อันนี้

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325841903&grpid&catid=02&subcatid=0202

ไม่ว่าคนเขียนจะมีความเกี่ยวพันกับมติชนหรือไม่ก็ตาม การที่มติชนเลือกเอามาเป็น “ความเห็นอีกด้าน” แย้งอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ก็น่าจะถือว่ามติชนคิดเห็นไปในทำนองนี้

ซึ่งอ่านแล้ว ป่วยใจมาก คือถ้ามุราคามิ มีความคิดได้แค่นี่ คงเลิกอ่านมุราคามิแล้วล่ะ…

(ส่วนคนที่บอกว่าเป็นมุราคามิเมืองไทยคนนี้ ไม่เคยอ่านงานของเขาเลย…และอ่านจากที่เขียนนี้ก็ไม่คิดจะไปตามหาอ่านด้วย)

เพราะ อาจารย์สมเกียรติ พูดถึงกระบวนการทำงานของมติชน ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำงานลวกๆ สุกเอาเผากิน ก็ควรแย้งในประเด็นเดียวกันว่ามติชนทำงานดีอย่างไร ใช้เหตุผลอย่างไรในการทำงาน กลับไปเล่าถึงมติชนในอดีตที่ทำเพื่อพวก “หัวก้าวหน้า” กลายเป็นหนังสือพิมพ์เพื่อทุกคน

ทำไมไม่แย้งประเด็นที่อาจารย์สมเกียรติตั้งขึ้นมา นั่นคือ “ความไม่ขยันค้นคว้าหาข้อมูลในการทำงานของมติชน”

เพราะถ้าอนุมานตามผู้เขียนซึ่งไม่ได้โต้แย้งประเด็น “ไม่ขยันค้นคว้าหาข้อมูลในการทำงาน” เหมือนยอมรับว่ามันคือความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับมติชน “เพราะมติชนกลายเป็นหนังสือพิมพ์เพื่อทุกคน ก็เลย ไม่ขยันค้นคว้าหาข้อมูลในการทำงาน” ซึ่งนั่นคือการดูถูกสติปัญญาของผู้อ่านอย่างร้ายแรง!

อ่านต่อ

หนังเลือดสาดกระจายพุ่งกระฉูดเป็นน้ำพุตามสไตล์ญี่ปุ่น

เรื่องเล่าของเอมิ นักเรียนสาวที่อยู่กับน้องชาย แต่น้องชายกับเพื่อนร่วมโรงเรียน โดนรังควานจากนักเลงประจำโรงเรียนซึ่งเป็นลูกชายของหัวหน้าแก๊งค์ยากูซ่าซึ่งสืบเชื้อสายตระกูลนินจา!! และโดนฆ่าตาย

สาวน้อยน่ารักผู้นิยมวิถีแห่งสันติ จึงต้องแก้แค้น

พล็อตเรื่องแนวโศกนาฏกรรมและการล้างแค้นเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป แต่ความเลือดสาดแบบไม่สมจริง มันยอดเยี่ยม

แต่การเข้าเผชิญหน้ากับแก๊งค์ยากูซ่า ทำให้เธอต้องเสียแขน

เลือดฉีดพุ่งกระฉูดในแบบที่ไม่มีทางได้เห็นในชีวิตจริง

เธอหนีออกมาได้ และได้รับปืนกลมาแทนมือที่ขาดหายไป

อ่านต่อ

ก่อนอื่น…ดูวิดีโอเพลงนี้เสียก่อน.

All my nightmares have come true…my mom just friended me!

 

ช่างเป็นฝันร้ายที่น่าสยดสยองเมื่อ (พ่อ)แม่ add friend ในเฟซบุ๊ค หรือว่า follow ทวิตเตอร์ของเรา.

ล้อเล่นน่า…

(วง Blood of TigerCat ที่ทำเพลงนี้เป็นกลุ่มนักแสดงตลก the Back of the Class ทำเพลงออกมาได้น่ารักน่าชังเชียว)

คุณติดโซเชียลเน็ทเวิร์คมั้ย? จะไปไหน จะทำอะไรก็ต้องอัปเดทสเตรัสในเฟซบุ๊ค คอยทวีทบอกเล่า (ส่วนใหญ่จะบ่น)ในทวิตเตอร์ เช็คอินโฟร์สแควร์ทุกครั้งที่เคลื่อนย้ายร่างกาย…

นึกไม่ออกว่ากลายเป็นคนติดโซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกตัวอีกทีก็แทบถอนตัวไม่ขึ้น.

และเมื่อสังเกตผู้คนรอบตัวเอง เริ่มรู้สึกคนรอบข้างหมกมุ่นอยู่กับโทรศัพท์จนแทบไม่สนใจคนรอบข้าง ถ้าไม่เล่น บีบี ก็เช็คทวิตเตอร์ หรือว่าเข้าเฟซบุ๊ค. หลายคนหมกมุ่นขนาดที่ว่ายังคงส่งมองโทรศัพท์แม้แต่ในเวลาที่ขับรถ. จนน่าสงสัยว่าการเชื่อมตัวเองเข้าสู่โซเชี่ยลเน็ทเวิร์คมันสำคัญกว่าความปลอดภัยของตัวเอง (และของผู้อื่น) หรือไร?

มันเป็นเพราะรู้สึกเหงา ไม่อยากจะอยู่เพียงลำพัง?

ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะรอบข้างก็มีคนจริงๆ ที่ให้คุณมีปฎิสัมพันธ์กันอย่างง่ายดาย.

เรากลัวว่าตัวเองจะพลาดเรื่องราวที่น่าสนใจ หรือเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น เราเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับโลกเสมือนจริง (จริงๆ มันก็คือโลกจริงๆ เพียงแต่เราไม่ได้เจอหน้ากันต่อหน้าต่อตา) คนเราต่าง “บอก” ว่ากำลังทำอะไรอยู่. เราอยากรู้ความเป็นไปของคนอื่น และขณะเดียวกันก็อยากให้คนอื่นรู้ความเป็นไปของเรา.

สิ่งที่เราโพสต์ลงไป มีตั้งแต่ว่าเราไปทำอะไรมา เราเบื่อ เราเกลียด เราอารมณ์ไม่ดี และเราก็สอดส่ายสายตาหาความเป็นไปของ “เพื่อน” ว่าเขาไปทำอะไรมา กินไอศกรีม, สเต็ก หรือกำลังไดเอ็ท

ใช่แล้ว มันเป็นสิ่งที่คุณใช้หาว่าเพื่อนกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่แต่เพื่อน แต่รวมไปถึงเพื่อนของเพื่อน หรือแม้แต่ คุณที่คุณไม่รู้จัก!

บางทีก็เกิดคำถามขึ้นในใจ การได้เห็นการใช้ชีวิตของคนอื่นมันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า?

เราเคยเอาชีวิตและวิถีการใช้ชีวิตคนอื่น (ในโซเชียล เน็ตเวิร์ค) มาเปรียบเทียบกับชีวิตของเราหรือไม่?

อันนั้นมันเครียดเกิน…และไม่เกี่ยวกับดนตรี! ข้าม!

แต่สิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตตรงๆ ในรอบ 5 – 6 ปีที่ผ่านมาก็คือ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยลงเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ดันเกิดอาการหวั่นไหวว่าตัวเองตกยุคไม่ทันข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจริงๆ มันมีปริมาณมากเสียจนเราไม่ควรจะรับมันทั้งหมด แต่เราก็อยากรับมัน

ตัวอย่างง่ายๆ สมมติเช่น The Darkness ออกซิงเกิ้ลใหม่มา จริงๆ มันอาจจะยังไม่ได้ออกอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ แต่ว่ามีคนพูดถึง ในเฟซบุ๊ค หรือว่าทวิตเตอร์

หรือ

บางทีเพื่อน (หรือใครก็ไม่รู้ แต่ดัน tag เพื่อนเรา เราเลยได้รับรู้ไปด้วย) โพสต์ว่าตัวเองได้ครอบครองอัลบั้มใหม่ล่าสุดของ Dream Theater

หรือ

วงอะไรไม่รู้ แต่แม่งโคตรแนว เป็นอินดี้ ท่าทางฟังแล้วจะอาร์ตมาก

แล้วเกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย พลาดเรื่องแบบนี้ไปได้ยังไง.

กลายเป็นอาการที่เรียกว่า “คุยกับเขาไม่รู้เรื่อง”!!! ทั้งๆ ที่ในชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่ได้พูดคุยกันด้วยเรื่องเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ!

อาการแบบนี้ มีชื่อว่า “ความกลัวที่จะตกข่าว” (The Fear of Missing Out) และทำให้เราเสพติดโซเชียลเน็ตเวิร์ค แทบจะทุกวินาที เพราะกลัวว่าตัวเองจะพลาดเหตุการณ์อะไรไป

การได้เห็นคนอื่นอัปเดทสเตตัส หรือทวีต กลายเป็นตัวเร่งเร้าให้เรานึกไปว่าตัวเองกำลังพลาดสิ่งสำคัญ.

แต่สิ่งสำคัญที่เราพลาดไปจริงๆ คือการใช้ชีวิตของเราเอง

ปิดท้ายด้วยเพลงที่ไม่เกี่ยวกับโซเชียลเน็ทเวิร์ค แต่ว่ามีเนื้อหาบางตอนมันตรงใจ…

I will follow you will you follow me
All the days and nights that we know will be
I will stay with you will you stay with me
Just one single tear in each passing year there will be

อ่านต่อ

Gantz (กันสึ) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูน (…ไม่ได้สิ ต้องเรียกมังงะ ;) ไซไฟเรื่องดัง เที่เต็มไปด้วยความรุนแรง แต่เนื้อเรื่องมันชวนติดตาม ว่าด้วย คาโต้ มาซารุ กับ คุโรโนะ ไค เพื่อเก่าสมัยเรียนมัธยมต้นมาเจอกันที่สถานีรถไฟ แล้วพยายามช่วยคนเมาสุราที่ตกลงไปในรางรถไฟ…แต่ปรากฏว่าทั้งคู่เอาตัวเองไม่รอด…

เอ๊ะ…รอดสิ  แต่รอดด้วยฝีมือของลูกกลมโลหะสีดำที่เรียกว่ากันสึ

เพียงแต่ต้องแลกด้วยการไล่ล่าฆ่ามนุษย์ต่างดาวตามบัญชาของกันสึเท่านั้นเอง ถ้าเอาชีวิตรอดได้ก็จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ถ้าพลาดพลังไป…ก็เสียใจด้วย

กันสึเป็นอะไร? ใครสร้าง? มาจากไหน? โลหะทรงกลมลึกลับที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ภายในมีคนนิ่ง ซึ่งคอยออกคำสั่งให้คนที่ได้รับการช่วยเหลือกู้ชีวิตจากกันสึให้ไปปฎิบัติการสังหารเหล่ามนุษย์ต่างดาวทั้งหลาย  ทำไมกันสึต้องทำเช่นนั้น? มีความแค้นอะไรกับมนุษย์ต่างดาว? ปกป้องโลก? ถ้าดูจากภาพยนตร์จะรู้สึกว่าบรรดามนุษย์ต่างดาวทั้งหลายไม่ได้ก่อความวุ่นวายหรือว่ารังควานอะไรมนุษย์ก่อนเลย ในภาพยนตร์เปิดตัวด้วยฉากที่รู้สึกเหมือนว่า มนุษย์ต่างดาวก็อยู่ของมันดีๆ แท้ๆ จู่ๆ ไปรังควานทำลายล้างมันอย่างน่าสงสาร

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้มากวนใจขณะชมภาพยนตร์เรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะการดำเนินเรื่องราวที่ฉับไว ถึงแม้ว่าบรรยากาศโดยรวมของภาพยนตร์จะไม่รุนแรงเท่ากับที่เห็นจากมังงะ ทั้งเลือดที่สาดกระจายและภาพเนื้อหนังมังสาของสาวๆ (มีแต่คิชิโมโตะที่ปรากฏตัวในตอนแรกในร่างเปล่าเปลือย) แต่การดำเนินเรื่องราวในแบบของหนังเน้นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว

จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่?

อ่านต่อ

เรื่องราวของนักเรียนสาว ชื่อริน ที่ต้องมารับรู้ความจริงในวันเกิดปีที่ ๑๖ (แต่ดูจากหน้าตาแล้วเกิน ๑๖ ไปพอสมควร) ว่าตัวเองสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ฮิรุโกะ และฉับพลัน เหล่าทหารผู้ตามกำจัดเผ่าพันธุ์ฮิรุโกะก็ตามมาถึงบ้านและสังหารพ่อแม่ของเธอ

เธอหนีรอดไปได้ แต่เมื่อออกมา ก็ต้องพบกับความโกลาหลเมื่อชาวบ้านแถวนั้นเห็นสภาพของเธอ (ซึ่งดูไม่มีอะไรน่ากลัวนอกจากมือข้างหนึ่งกลายเป็นกรงเล็บเหล็กเหมือนเจ้าเฟร็ดดี้ ครูเกอร์)  เลยไล่ล่าเธอไปทั่วเมือง

ถัดจากนั้นคือเรื่องราวเลือด (ปลอม) สาดกระจายพร้อมกับอารมณ์ขันแบบร้ายลึกตามแบบฉบับกอร์ฟิล์ม (gore film) ของญี่ปุ่น เรื่องราวไม่เน้นความสมจริง เนื้อหาบ้าบอด้วยมุขตลกร้าย แต่มันส์

ในช่วงเวลาจวนเจียนจะเสียทีแก่ชาวบ้าน ก็ได้รับการช่วยเหลือจากคิซารากิและเรอิ ซึ่งอยู่ในกลุ่มฮิรุโกะที่ต้องการแก้แค้นเผ่าพันธุ์มนุษย์  แต่สุดท้าย ด้วยความดีงามที่เหลือในจิตใจทำให้เธอหันมาปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ฮิรุโกะ และหันมาต่อต้านคิซารากิ

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นสีสันใจเรื่องนี้ (และอีกหลายๆ เรื่องในสไตล์เดียวกัน) คือความไม่สมจริง และความบ้าบอเกิดคาด อย่างหญิงสาวที่มีเลื่อนยนต์ออกมาจากบั้นท้าย? (โปรดนึกภาพเวลาต่อสู้ ต้องหันบั้นท้ายส่ายไปส่ายมาให้คู่ต่อสู้)  สาวที่มีดาบยาวยืดออกมาจากทรวงอก? สาวที่ทำหน้าแดงเป็นวงกลม? (มันน่ากลัวตรงไหน?)

อ่านต่อ

โดยส่วนตัว มีปัญหาสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือจะสะกดผิดเป็นประจำ

มีทั้งสะกดผิดเพราะไม่รู้ว่าคำนั้นสะกดอย่างไร ไปจนถึงจิ้มนิ้วบนแป้นพิมพ์พลาด และบางทีก็จงใจเขียนผิดทั้งๆ ที่รู้ว่ามันผิด จนบางทีคนพิสูจน์อักษรนึกว่าจงใจเขียนผิดในตอนที่เขียนผิดจริงๆ ก็มี อันนี้ก็โทษใครไม่ได้เพราะดันเล่นซะจนเสียเรื่องเอง ตอนหลังถ้าจะเขียนผิดๆ จะพยายามใช้เครื่องหมายคำพูดครอบไว้ ในกรณีที่จะเน้นว่าตั้งใจนะจ๊ะ ถ้าไม่มีเครื่องหมายคำพูดแล้วดันสะกดผิด ก็แปลว่าสะกดผิดนั่นแล…

เรื่องปัญหาทางภาษาที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดก็ภาษาไทยเรานี่แหละ อย่างบางคำ เช่น “พริ้ว”  ที่ถูกต้องก็คือ พลิ้ว แต่พอเขียนพลิ้วแล้วมันไม่รู้สึกพริ้วเอาเสียเลย

อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น

มาถึงเรื่องที่ต้องการแจ้งในที่นี่ (อันบนๆ คือบ่นเฉยๆ- -“)  คือเรื่องการทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ตอนนี้ ManicNova.com จะใช้วิธีเขียนเป็นภาษาอังกฤษไปเลย ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ในเรื่องการทำ index และ search engine แต่อีกส่วนหนึ่งคือ บางคำเขียนเป็นภาษาไทยให้ถูกต้องตามหลักที่ราชบัณฑิตยสถานวางแนวให้แล้วรู้สึกอึดอัดอย่างไรไม่ทราบ

ตัวอย่างง่ายๆ คำว่า rock นี่ละ  สะกดตามท่านราชบัณฑิตบอก ถอดมาได้ดังนี้ r = ร ตัว o = สระออ และ ck เมื่อเป็นตัวสะกดและพยัญชนะต้นของพยางค์ต่อไปให้ใช้ กก

เมื่อถอด rock ออกมาก็จะได้ รอก แต่เนื่องจากคำว่า “รอก” มีความหมายในภาษาไทย ย้อนไปดู ท่านบอกว่าให้ใช้ไม้ไต่คู้ ในกรณี เพื่อให้เห็นแตกต่างจากคำไทย

ดังนั้น rock ก็จะได้เป็น ร็อก

แต่เห็น ก. ไก่ ทีไร รู้สึกมันไม่ rock ซักกะที ใช้ ค. ควายไม่ได้เหรอ เป็น “ร็อค” น่ะ อ่ะนะ ถ้าไม่ใช้ไม้ไต่คู้                                      แล้วจะหาวรรณยุกต์มาประดับ ตัว ร. เรือ เป็นอักษรต่ำ มันจะต้องใช้ไม้โท อ๊ะ เกิดเขียน “ร้อก” โห….ดูคนละทางกับ rock เลยแฮะทีนี้ แต่ก็สะกดผิดเป็นประจำนะตัวนี้ บางที คำว่า “ร็อก” นี่ก็สะกดผิดเป็น “ร๊อก” หรือ “ร๊อค” เพราะความเคยชินในการจิ้มแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วระบบสัมผัส 200 คำต่อปี…

เฮ่ย…… T*T

มาดูอีกที คำว่า punk สะกดตามแบบแผนแล้วควรจะเป็นอย่างนี้ “พังก์”

เชื่อหรือไม่?

guitar ที่ถูกต้องเป็น กีตาร์ แต่มักจะเขียนเป็นกีต้าร์

เชื่อหรือไม่?

นี่ยังไม่รวมคำเฉพาะที่บางทีก็ออกเสียงไม่เหมือนอย่างที่เห็นตัวสะกด อย่างเช่น Annie Lennox  โดยส่วนตัวออกเสียง แอนนี่ เลนน็อกซ์ มานาน แล้วมาวันหนึ่งก็ได้ยินฝรั่งออกเสียงว่า เลนนิกซ์ …

ทำไม เลนนิกซ์?

หรือ Ralph Fiennes ทำไมไม่ราลฟ์ ทำไมกลายเป็น เรล์ฟ

อือ…ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเขียนทับศัพท์บ้าง เขียนผิดบ้าง

อ่านต่อ

ภาพยนตร์เรื่อง I’m Not There นำเสนอมุมมองที่มีต่อบ็อบ ดีแล่น นักร้องโฟล์คซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการดนตรีอเมริกันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการมอบบทบาทและคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกันเพื่อที่จะนำเสนอชีวิตของบ็อบ ดีแล่น โดยเฉพาะตอนต้นเรื่อง ที่เปิดมาเป็นเด็กผิวดำแอบโดยสารรถไฟ และเด็กคนนั้นก็ได้แนะนำตัวเองว่า “ผมชื่อ วู้ดดี้ กูธรี่”

บ็อบ ดีแล่นได้รับอิทธิพลจากกูธรี่สูงมาก ในอัลบั้มแรกของเขา Bob Dylan(1962) ก็มีเพลงชื่อ “Song to Woody” ที่เขาบรรยายความเคารพที่มีต่อกูธรี่เอาไว้อย่างเปิดเผย โดยเพลงนี้ดีแล่นได้เอาเพลง “1913 Massacre” ของกูธรี่เป็นต้นแบบ  ตอนที่เขาเขียนเพลงนี้เสร็จใหม่ๆ โจน บาเอซ อยากได้เพลงนี้ไปร้อง ดีแล่นไม่ยอมให้เพลงนี้ โดยให้เหตุผลว่า “โจนนี่ ต้องการร้องเพลง ‘Song to Woody’ แต่ผมไม่ให้เธอ ผมไม่อยากให้เธอเกี่ยวข้องอะไรกับเพลงที่เกี่ยวกับวู้ดดี้ เพราะว่าเธอไม่รู้จักวู้ดดี้จริงๆ”

ถ้าอธิบายดนตรีของกูธรี่ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงต้องใช้คำว่า “เพลงเพื่อชีวิต” แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด อันที่จริง เนื้อหาที่กูธรี่เขียนมันเป็นเรื่องของชีวิตทั่วๆไป มีแม้กระทั่งเพลงสำหรับเด็กๆ ซึ่งเขาตั้งข้อจำกัดในการเขียนเพลงไว้กับตัวเองว่า “ผมตัดสินใจมานานแล้วว่าบทเพลงของผมมันจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับระบบทุนนิยม…” และเมื่อเขาประกาศว่าตัวเองอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับระบบทุนนิยม พวกที่ชอบจัดประเภทผู้คนก็เลยจับเขาไปอยู่ในกลุ่มเอียงซ้าย และคอมมิวนิสต์

ซึ่งเรื่องที่เขาฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็เป็นที่เปิดเผยโดยทั่วไปตั้งแต่เขาตอบรับคำเชิญจาก เอ็ด ร็อบบิ้น หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ในแคลิฟอร์เนียให้เข้ามาร่วมงานต้อนรับการพ้นโทษของทอม มูนนี่ ผู้นำทางการเมืองของกลุ่มที่ต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองถึง 22 ปี ซึ่งในคราวนั้นกูธรี่ได้เขียนเพลง “Mr. Tom Mooney Is Free” เพื่อเป็นการสดุดี   และต่อมาในทศวรรษ 40s เขายังรวมกลุ่มนักดนตรีโฟลค์ที่มีแนวคิดเอียงซ้ายเหมือนกัน เข้ามาร่วมทำงานในนาม Almanac Singers (หัวหอกของกลุ่มอีกคนคือพีท ซีเกอร์) นอกจากนี้กูธรี่ยังเขียนคอลัมน์ Woody Sez ให้กับหนังสือพิมพ์ The Daily  Worker ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในอังกฤษ (ต่อมาได้มีการเปลี่ยนเจ้าของและกลายเป็นหนังสือพิมพ์ Morning Star)

วู้ดดี้ กูธรี่ เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างจากอัลบั้ม The Dust Blow Ballads ในปี 1940 เรื่องราวในอัลบั้มมาจากภัยธรรมชาติ ที่ส่งพายุฝุ่นมาถล่มรัฐทางตะวันตกในช่วงปี 1930 – 1935 ซึ่งกูธรี่เป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายเจอพิษพายุฝุ่นจนหมดตัว จนต้องออกตระเวนหางานทำและเดินทางไปเรื่อยๆ  กลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาได้ฝึกฝีมือการเล่นกีต้าร์และเก็บเกี่ยวประสบการณ์เอาไว้มากมาย

เพลงอมตะของกูธรี่เพลงหนึ่งคือ “This Land is Your Land” เดิมทีให้ชื่อว่า “God Blessed America Over Me” โดยจงใจจะให้เห็นว่าเป็นมุมมองที่ตรงข้ามกับมุมมองอันสวยงามในเพลง “God Bless America” ของเออวิ่ง เบอลิน ซึ่งเป็นที่นิยมแทบจะกลายเป็นเพลงชาติอเมริกาอย่างไม่เป็นทางการ แต่กูธรี่กลับมีมุมมองต่างออกไปเพราะเขาคิดว่ามันจะเป็นดินแดนที่สุดวิเศษอย่าง “God Bless America” ได้อย่างไรในเมื่อประชากร 1 ใน 3 ยังไร้ที่อยู่ ขาดแคลนอาหาร เสื้อผ้า แต่ว่ากูธรี่ก็ยังใส่ความหวังในทางที่ดีเข้าไปในบทเพลงเกี่ยวกับการแบ่งปันในช่วงท้ายเพลง ซึ่งมันออกไปทางสังคมนิยมพอสมควร เขาบันทึกเสียงเพลงนี้ในปี 1945 แต่กว่าจะออกวางจำหน่ายก็อีก 6 ปีให้หลัง  และปัจจุบันมันกลายเป็นเพลงที่สำคัญไม่แพ้ “God Bless America” ของเบอลิน

เมื่อปี 2007 มีการนำเอาบันทึกการแสดงสดของกูธรี่ออกมาวางจำหน่ายในชื่อ The Live Wire: Woody Guthrie In Performance 1949 ซึ่งอัลบั้มบันทึกการแสดงสดชุดแรก ถึงแม้ว่าจะไม่มีเพลง“This Land is Your Land” แต่เพลงอื่นๆ ล้วนแล้วแต่แสดงศักยภาพของกูธรี่ขณะที่กำลังอยู่ในช่วงที่เขามีไฟสร้างสรรค์เต็มที่

Selected Discography

 

Dust Bowl Ballads

Songs to Grow on for Mother and Child

Almanac Singers

Woody Guthrie: Library of Congress Recordings

อ่านต่อ

เป็นที่รู้กันตั้งแต่สมัยที่ Dreamgirls เป็นละครบอร์ดเวย์แล้วว่า เรื่องนี้ได้แรงบัลดาลใจมาจากเรื่องราวของ The Supremes  ในปี 2007 นี้ หลายๆ คนอาจจะเกิดไม่ทันรับรู้ความโด่งดังของวง The Supremes แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษ 60s รับรองว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักพวกเธอ    ซึ่งว่ากันว่าถ้าวัดความสำเร็จจากรายได้และจำนวนเพลงฮิตในอเมริกาแล้ว ในทศวรรษ 60s นั้นพวกเธอเป็นรองเพียง The Beatles เพียงวงเดียวเท่านั้น

เรื่องราวของ The Supremes  เริ่มต้นในราวปี 1958 เมื่อ ฟลอเร้นซ์ บัลลาด ได้รับการชักชวนจากผู้จัดการวง The Primes ให้ตั้งวงร่วมกับ เบ็ตตี้ แม็คโกวล์ ทำเป็นวงหญิงล้วนเพื่อประกบกับวง The Primes (บัลลาดเป็นเพื่อนกับเอ็ดดี้ เคนดริกซ์ และพอล วิลเลี่ยมส์ สมาชิกของ The Primes ส่วน แม็คโกวล์ขณะนั้นเป็นแฟนของพอล วิลเลี่ยมส์)  บัลลาดจึงไปชวน แมรี่ วิลสัน เพื่อนร่วมโรงเรียนให้มาร่วมวง  และ วิลสันเป็นคนไปชวนไดอาน่า รอส มาร่วมเป็นสมาชิกวงอีกคนหนึ่ง

ในตอนแรก พวกเธอใช้ชื่อง่ายๆ ว่า  The Primetts ซึ่งก็มีชื่อเสียงพอสมควรในแถบดีทร้อยท์ บ้านเกิด  แต่ว่ากว่าจะได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์เป็นเรื่องเป็นราวไม่ใช่เรื่องง่าย  แล้วเหตุผลก็ไม่ใช่ว่าพวกเธอไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะว่าเบอรี่ กอร์ดี้ จูเนียร์ เจ้าของบริษัทโมทาวน์เห็นว่าพวกเธอยังเด็กเกินไป (ตอนนั้นแต่ละคนยังเรียนไฮสคูลกันอยู่)  The Primetts เลยไปเซ็นสัญญาทำเพลงกับบริษัท Lu Pine แทน แต่ว่าออกซิงเกิ้ลมาได้แผ่นเดียวบริษัท Lu Pine ก็ปิดตัวลงไป

The Primetts จึงต้องรอจนกว่าจะเรียนจบไฮสคูลจึงได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์ ซึ่งระหว่างนั้นพวกเธอก็ต้องไปทำงานเป็นนักร้องแบ็คอัปให้กับนักร้องรายอื่นไปพลางๆ ตัวไดอาน่า รอส ก็รับจ๊อบเป็นเลขานุการอยู่ในโมทาวน์นั่นเอง

แต่เมื่อ The Primetts ได้เซ็นสัญญากับโมทาวน์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่สมาชิกวง ที่เหลือเพียงแค่สามคน คือ ไดอาน่า รอส, แมรี่ วิลสัน และฟลอเร้นซ์ บัลลาด  และเบอรี่ กอร์ดี้ จูเนียร์ ขอร้องให้ทางวงเปลี่ยนชื่อวงใหม่ เพราะชื่อ The Primetts “ไม่ขาย”  (แบบเดียวกับที่เขาขอร้องให้ The Primes เปลี่ยนชื่อวงจนกลายเป็น The Temptations)  นอกจากนี้กอร์ดี้ผลักดันให้ไดอาน่า รอสเป็นนักร้องนำหลัก ส่วนวิลสันและบัลลาดทำหน้าที่ร้องประสานเท่านั้น  โดยตั้งแต่อัลบั้มที่สอง (Where Did Our Love Go) เป็นต้นมา ทั้งวิลสันและบัลลาดแทบไม่มีบทบาทร้องนำในวงเลย

การที่กอร์ดี้ผลักดันให้รอสขึ้นเป็นนักร้องนำหลักอาจจะเป็นเพราะ “ความสัมพันธ์พิเศษ” ส่วนตัว แต่ถ้ามองถึงสิ่งที่โมทาวน์ทำมาโดยตลอด (จนเป็นที่รู้จักว่าเป็นโมทาวน์ ซาวนด์) จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการเลือกที่ตรงกับบุคลิกของโมทาวน์ คือโมทาวน์ ไม่ได้เน้นที่ตลาดของคนผิวดำเพียงอย่างเดียว โมทาวน์ต้องการที่ทำดนตรีที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งจากคนผิวขาวและคนผิวสี คือถ้าฟัง The Temptations, The Four Top, The Jackson 5,  สโม้คกี้ โรบินสัน, มาร์วิน เกย์ หรือคนอื่นๆ จะเห็นได้ว่าดนตรีของนักร้องเหล่านี้จะไม่ใช่สไตล์  R&B แท้ๆ  แบบดั้งเดิม แต่มันจะเติมดนตรีร็อค หรือว่าสไตล์ที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนั้นลงไปเสมอ อย่างเช่นช่วงที่ British Invasion เริ่มบุกอเมริกาในช่วงปี 1964 กอร์ดี้ก็ให้ The Supremes ทำอัลบั้ม A Bid of Liverpool ออกมาซึ่งเป็นการนำเพลงของวงฝั่งอังกฤษ (แน่นอน มีเพลงของ The Beatles ด้วยถึง 4 เพลง) มาร้องใหม่

โมทาวน์ เป็นบริษัทแรกแรก ที่กล่าวได้เต็มปากว่าทำดนตรีเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรม  คือไม่ว่านักร้องจะเป็นใครมาจากไหน ก็ต้องผ่านเบ้าหลอมทางดนตรีแบบเดียวกันหมด  ซึ่งโมทาวน์ทำได้ก็เพราะมีทีมนักดนตรี The Funk Brothers  ซึ่งเป็นนักดนตรีฝีมือดีในแถบดีทร้อยท์ที่มาช่วยขัดเกลาเพลง และต้องบอกว่าในสมัยทศวรรษ 50s นั้น เมืองดีทร๊อยส์ ถิ่นที่โมทาวน์ตั้งอยู่ได้ชื่อว่ามีระบบการเรียนดนตรีที่ดีที่สุดในอเมริกา ดังนั้นนักร้องและนักดนตรีรวมไปถึงผู้ทำงานเบื้องหลังทุกคนมีพื้นฐานทางดนตรีสูงมาก  แถมยังได้ทีมโปรดักซ์คือ Holland – Dozier – Holland ซึ่งมีสไตล์โดดเด่น มาคอยดูแลการผลิตอัลบั้ม  การมีทีมโปรดักชั่นที่แข็งแกร่งนี้ทำให้โมทาวน์เติบโตอย่างรวดเร็ว จนสร้างสไตล์ที่เรียกว่าโมทาวน์ ซาวนด์ ได้สำเร็จคือเป็นดนตรีที่มีรากฐานมาจาก R&B, โซล และกอสเปล อย่างเช่นสไตล์การร้องของ The Supremes ที่ไดอาน่า รอส จะร้องนำแล้วมีเสียงร้องประสานมาเสริม ก็เป็นท่วงทำนองแบบ call & respond ของดนตรีกอสเปล แต่กอร์ดี้นำมาปรับให้มันป๊อป ขึ้น  ทุกเพลงจะต้องเน้นที่ท่อนฮุค  คิดหูง่ายเสมอๆ

กอร์ดี้เป็นคนที่ใส่ใจกับรายละเอียดทางการตลาดอยู่เสมอ อย่างช่วงทศวรรษ 60s เขามองว่า กลุ่มคนฟังของเขาซึ่งเป็นวัยรุ่น จะฟังเพลงที่บ้านด้วยเครื่องเสียงเล็กๆ ราคาถูก และถ้าเป็นวิทยุในรถยนต์ก็จะไม่ได้มีระบบเสียงดีอะไร ส่วนใหญ่ฟังวิทยุระบบ AM  เขาจึงให้คนมิกซ์เพลงให้เสียง treble สูงกว่าปกติ   ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เสียงสมดุลที่ดีตามหลักนัก แต่ถ้าได้ฟังเพลงที่มิกซ์แบบนิ้เปิดตามสถานีวิทยุ AM หรือว่าฟังจากเครื่องเสียงราคาถูกแล้วจะให้เสียงที่ชัดเจนและน่าสนใจกว่ามาก

ถ้าพิจารณาจากสภาพแวดล้อมดังกล่าวแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมกอร์ดี้ ถึงได้ผลักดันให้ไดอาน่า รอสขึ้นเป็นนักร้องนำ  ถ้าย้อนกลับไปในสมัยตั้งวงแรกๆ ในนาม The Primetts ทั้งสามคนจะแบ่งกันร้องนำ (เบ็ตตี้ แม้คโกวล์ สมาชิกอีกคนหนึ่งจะไม่ค่อยร้องนำเพราะเสียงไม่ค่อยเด่น) โดยเพลงช้าๆ จะเป็นหน้าที่ของแมรี่ วิลสัน ถ้าเป็นเพลงที่ออกป๊อปหน่อยจะให้ไดอาน่า รอส  ถ้าเป็นเพลงโซล หรือว่าเพลงเร็วๆ จะให้ฟลอเร้นซ์ บัลลาดเป็นคนร้องนำ   และทุกคนก็ยอมรับว่า ฟลอเร้นซ์  บัลลาด มีเสียงที่เหนือกว่าเพื่อนร่วมวงคนอื่น   โดยเฉพาะเนื้อเสียงแบบ Huskey Voice (คือเสียงต่ำๆ แต่กังวานก้อง) ซึ่งถ้าได้ร้องเพลงกอสเปลหรือว่าโซลจะเหมาะกับเธอมาก และจะไม่ด้อยกว่าอธีน่า แฟร็งคลินหรือแพ็ตตี้ ลาเบลล์แน่ๆ  เพียงแต่ว่ามันเป็นเสียงของคนผิวสี ต่างจากเสียงของรอส ที่ออกสูงกว่า และฟัง “เป็นคนขาว” มากกว่า  นี่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่กอร์ดี้ ผลักดันให้รอสขึ้นมาเป็นนักร้องนำหลัก

ผลของการโดนผลักให้มาเป็นนักร้องประสานทำให้บัลลาด เริ่มปล่อยตัวและติดเหล้าจนพลาดการแสดงหลายหน จนถึงที่สุดเธอก็ต้องออกจาก The Supremes ไปในปี 1967 และเริ่มต้นเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ว่ากอร์ดี้ ก็ยังแสดงความเขี้ยวให้เห็นเพราะตอนที่ไล่เธอออกเขาให้เธอเซ็นสัญญา (เพื่อรับเงินเพียงแสนกว่าเหรียญ) ว่าเธอจะไม่เอาชื่อ The Supremes ไปใช้โดยเด็ดขาด  และนั่นทำให้ตอนออกอัลบั้มแรกกับ ABC แทบไม่มีใครจำเธอได้  และหลังจากไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย เธอก็เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในปี 1976

สำหรับ The Supremes ที่เหลือ ก็รับซินดี้ เบิร์ดซองค์มาแทนที่และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Diana Ross & The Supremes  เพื่อจะเน้นตัวรอสให้เด่นมากยิ่งขึ้น แต่ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงขาลงของพวกเธอ เหตุผลแรกมาจากทีม Holland – Dozier – Holland หันหลังให้กับโมทาวน์เพราะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบจากกอร์ดี้มากเกินไป นอกจากนั้นการทำงานเพื่อโปรโมทอย่างหนักและต่อเนื่องทำให้หลายต่อหลายครั้งที่เบิร์ดซองค์หรือว่าวิลสันไม่ได้มาร่วมบันทึกเสียง ต้องใช้นักร้องคนอื่นมาร้องแบ็คอัป (แต่ก็ยังมีเครดิตของทั้งคู่อยู่)  เหตุผลข้อต่อมาก็คือ ช่วงนั้นมีกร้องโซลที่มีพลังอย่างอธีนา แฟร้งคลิน ที่เน้นตลาดของคนผิวสีโดยตรงมาโอบกระหน่ำ ยิ่งในช่วงปลายทศวรรษ 60s เป็นช่วงที่เกิดการตื่นตัวเรื่องการรักษาศักดิ์ศรีของคนผิวดำ ที่มีกลุ่ม Black Panther เป็นตัวตั้งตัวตี ทำให้  The Supremes ที่ออกไปทางป๊อปเอาใจคนผิวขาว โดนมองว่า “ดำไม่พอ”

ปี 1970 ไดอาน่า รอส ลาออกจากวงไปเป็นศิลปินเดียว The Supremes ก็ได้จีน เทอเรลมาเป็นนักร้องนำแทน ซึ่งในช่วงสองสามปีแรก ทำท่าว่าจะดี (หลายๆคนลงความเห็นว่าดีกว่างานช่วงสองสามปีก่อนไดอาน่า รอสจะลาออกเสียอีก) แต่ว่าหลังจากที่โมทาวน์ เริ่มหันไปจับธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์ รวมไปถึงย้านฐานไปตั้งอยู่ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คและลอส แองเจลิส ทำให้ความเข้มข้นของทีมโปรดักชั่นลดลงจากเดิม ส่งผลให้วง The Supremes ก็เริ่มระส่ำระสาย มีการเปลี่ยนตัวสมาชิกอีกหลายครั้งจนในที่สุดต้องยุบวงลงในปี 1976

ทิ้งไว้เพียงตำนานที่กล่าวถึงพวกเธอว่า เป็นวงดนตรีหญิงล้วนที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

Recommend

Various Artists: Motown: The Classic Years

[Motown, 2000]

มีอัลบั้มรวมเพลงของโมทาวน์ออกมาหลายอัลบั้ม  สำหรับ The Classic Years อาจจะไม่ใช่อัลบั้มที่รวมเพลงที่มีความพิเศษมากนัก แต่ว่าทั้ง 23 เพลง (2แผ่น) ได้รวมเอาบทเพลงที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับนักร้องแต่ละคนไว้ค่อนข้างครบ ตั้งแต่ “The Tracks of My Tears” ของ The Miracle , My Girl ของ The Temptations และอีกมากมายที่บ่งบอกถึงคำว่า “โมทาวน์ ซาวนด์” ได้ชัดเจน

 

The Supremes: Supremes A’ Go-Go

[Motown, 1966]

อัลบั้มที่ The Supremes กำลังอยู่ในช่วงท้อปฟอร์ม เสียงร้องของไดอาน่า รอส กำลังสดใส แถมได้ทีมโปรดักชั่นHolland- Dozier -Hollandมาดูและขัดเกลาให้ จนทำให้ทุกอย่างลงตัว และผลก็คือดนตรีที่บ่งบอกสไตล์ของ โมทาวน์ ซาวนด์ ซึ่ง The Supremes ทำมันออกมาได้ดีที่สุดในบรรดานักร้องของโมทาวน์ในยุคนั้น

FlorenceBallad: The Supremes

[ABC, 2001]

เพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ ฟลอเร้นซ์ บัลลาดร้องเอาไว้ในช่วงปี 1968 ช่วงที่เธอทำสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยวกับทาง ABC Records  แต่ก็มีเพลงที่บันทึกไว้ตั้งแต่เธอยังเป็นสมาชิก The Supremes ที่บันทึกไว้ในช่วงทำอัลบั้ม Meet the Supremes ในช่วงปี 1961  เช่น “Buttered Popcorn” (เพลงหน้าบีซิงเกิ้ลแรกของ The Supremes), “Ain’t That Good News”, “Hey Baby”  อัลบั้มนี้บอกตรงๆ ว่าเพลงส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเทียบกับสมัยที่เธออยู่กับ The Supremes แต่ว่าเสียงของเธอยังคงเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นมาก

The Supremes: Right On

[Motown, 1970]

อัลบั้มนี้เป็นบทพิสูจน์ได้ว่า ถึง The Supremes ไม่มีไดอาน่า รอส ก็ยังคงทำเพลงดีๆ ออกมาได้  และอาจจะเป็นงานของ The Supremes ที่ดีที่สุดหลังจากไม่มีทีมHolland- Dozier -Hollandมาดูแลโปรดักชั่น  เสียงร้องของจีน เทอเรล อาจจะไม่โดดเด่นเท่ากับไดอาน่า รอส แต่ที่ได้คืนกลับมาก็คือ เสียงประสานที่ดูลงตัวและกลมกลืนในฐานะวงดนตรีมากกว่าสมัยที่ใช้ชื่อวงว่า Diana Ross & the Supremes

อ่านต่อ

Take the Lead  อาจจะทำให้บางคนคิดว่าปิแอร์ ดูเลนสอนการเต้นรำแนวใหม่ที่สร้างขึ้นจากดนตรีบอลรูมแด็นซ์ กับฮิปฮ็อป  แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรงเรียน อเมริกัน บอลรูม เธียเตอร์ของดูเลนสอนการเต้นรำแบบโมเดิร์น บอลรูม แด็นซ์ เป็นหลัก และโครงการที่เข้าไปสอนในโรงเรียนก็สอนให้กับเด็กที่เรียนในระดับเกรด 5 อายุประมาณ 10 – 11 ปี ไม่ใช่สอนวัยรุ่นอายุ 17 – 18 ปีอย่างในภาพยนตร์

ถึงแม้ว่าบอลรูมแด๊นซ์ กับดนตรีฮิปฮ็อปจะเน้นที่การเต้นรำทั้งคู่  แต่เรียกได้ว่าแทบจะอยู่กันคนละขั้วเพราะบอลรูมแด๊นซ์เป็นดนตรีที่มีระเบียบแบบแผนให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวเป็นคู่ ส่วนฮิปฮ๊อปเป็นเรื่องของการเข้าสังคมของเด็กวัยรุ่น เน้นการเคลื่อนไหวของแต่ละคนโดยเสรี ถึงแม้ว่าจะเต้นรำกันเป็นกลุ่ม แต่จะเป็นลักษณะต่างคนต่างเต้น โดยไม่คำถึงถึงการเคลื่อนไหวของคนอื่นมากนัก

จุดกำเนิดดั้งเดิมของบอลรูมแด๊นซ์มาจากการเต้นรำสังสรรค์ในบริเวณสวนของราชสำนัก หรือปราสาทของขุนนางชั้นสูง  เดิมใช้ดนตรีประเภทมินูเอ็ทบรรเลงประกอบการเต้นรำ  มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าตำแหน่งการวางมือและการเคลื่อนไหวมาจากฝ่ายชายที่เป็นขุนนางมักจะสะพายกระบี่ด้วยเวลาออกงาน  จึงต้องหาการเคลื่อนไหวและตำแหน่งการวางมือที่ไม่ติดขัดเกะกะระหว่างการเต้นรำ

บอลรูมแด็นซ์ในปัจจุบัน (อย่างที่ดูเลนเปิดโรงเรียนสอน) เรียกว่า โมเดิร์น สแตนดาร์ด บอลรูม มีการเต้นรำหลักๆ อยู่ 5 แบบ คือ เวียนนิช ว้อลท์, โมเดิร์น ว้อลท์, แทงโก้, สโลว์ ฟ๊อกซ์ทร็อท และควิก สเต็ป  ในการเต้น 5 แบบนี้ เวียนนิช ว้อลท์ เป็นแบบแผนการเต้นรำที่เก่าแก่ที่สุด คือสืบย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 16 โดยพัฒนามาจากการเต้นรำกับดนตรีที่เรียกว่า โวลต้า  (เป็นอิตาเลี่ยน โฟล์ค แด็นซ์ประเภทหนึ่ง)  ต่อมานำไปผสมเข้ากับดนตรีเกลเลียด และแพร่หลายไปทั่วยุโรป  ซึ่งเมื่อการเต้นรำเป็นที่นิยมก็เลยมีสถานที่สำหรับการเต้นรำโดยเฉพาะขึ้น เรียกว่า ballroom (โดยคำว่า ball มาจากภาษาลาติน ballare แปลว่าการเต้นรำ)   และการเต้นรำแบบเวียนนิช ว้อลท์นี้   พัฒนารูปแบบการเคลื่อนไหวมาจากการเต้นว้อลท์ของฝรั่งเศสอีกที  นิยมเต้นรำไปกับดนตรีออเครสตร้า และต่อมาก็เพิ่มความเร็วของดนตรีขึ้นเพื่อความสนุกสนาน

ส่วนโมเดิร์น ว้อลท์ เริ่มราวๆ ต้นศตวรรษที่ 19 และเป็นที่นิยมในแถบเยอรมันและออสเตรีย  มีการเคลื่อนไหวหมุนตัวที่ซับซ้อนกว่าเวียนนิช ว้อลท์   ในตอนแรกจังหวะของโมเดิร์น ว้อลท์ ก็เร็วพอๆ กับเวียนนิช ว้อลท์  แต่เนื่องจากจังหวะการหมุนตัวที่ซับซ้อนกว่าทำให้นิยมเต้นรำกันในจังหวะช้าลงกว่าเดิม เพื่อให้การเคลื่อนไหวนุ่มนวลและดูสง่างาม  เทียบง่ายๆ ว่าถ้าเวียนนิช ว้อลท์มีความเร็วประมาณ 180 b.p.m  (บีทต่อนาที)  โมเดิร์น ว้อลท์ ก็จะมีความเร็วอยู่ที่ 90 b.p.m  และมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า สโลว์ ว้อลท์

สำหรับแทงโก้ เป็นการเต้นรำที่ได้รับการยอมรับว่ามีการเคลื่อนไหวร่างกายที่เซ็กซี่ที่สุด  มีต้นกำเนิดจากการเต้นรำฟลาเมนโก้ของสเปน  โดยในยุคล่าอาณานิคมนั้น สเปนครอบครองดินแดนอเมริกาใต้ไว้ได้มาก  ทำให้ดนตรีและการเต้นรำของสเปนแพร่ขยายตามไปด้วย และไปผสมเข้ากับการเต้นรำที่เรียกว่าแทงกาโน ซึ่งเป็นของทาสอัฟริกัน ในย่านสลัมเมืองบัวร์โน้ส ไอร์เรสต์, อาร์เจนตินา และยังผสานเอาจังหวะของฮาบาเนร่า ซึ่งเป็นจังหวะการเต้นจากฮาวาน่าในคิวบา  กลายเป็นการเต้นรำที่เรียกว่ามิลองก้า  ซึ่งเป็นที่นิยมของชนชั้นล่างในอาร์เจนติน่า แต่ว่าพอเข้าศตวรรษที่ 20 นักดนตรีฝรั่งเศสปรับเปลี่ยนลักษณะดนตรีมิลองก้าบางอย่างใหม่  และนำไปเผยแพร่ในปารีส ทำให้แทงโก้กลายเป็นดนตรีของชนชั้นสูง และเป็นที่นิยมในเมืองใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน หรือว่านิวยอร์ค  ยิ่งเมื่อ รูด๊อล์ฟ วาเลนติโน่ วาดลวดลายแทงโก้เร่าร้อนไว้ใน ภาพยนตร์เรื่อง “The Four Horsemen of the Apocalypse”(1921) ยิ่งทำให้การเต้นแทงโก้เป็นที่นิยมในแวดวงสังคมมากขึ้น

สำหรับเพลงที่ใช้ในการประกวดเต้นแทงโก้ในช่วงท้ายของ Take the Lead นั้นเป็นการเพลงLa Cumparsita ที่เอามาเรียบเรียงใหม่ เพลงนี้เป็นเพลงแทงโก้ที่มีชื่อเสียงของเจอราโด เมโทส โรดิเควส ซึ่งในตอนแรกขายเพลงนี้ไปในราคาเพียง 20 เปโซให้กับ เดอะ เบเยอร์ พับลิชชิ่งโดยไม่คาดคิดว่าในเวลาต่อมาไม่นานเพลงนี้แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของดนตรีแทงโก้  และทำให้เขาต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปีในการขึ้นศาลเพื่อเรียกร้องค่าตอบแทนจากเพลงนี้   โดยสองพาร์ทแรกของเวอร์ชั่นที่แพร่หลายในปัจจุบันนี้เป็นฝีมือการประพันธ์ของเขา

ฟ๊อกซ์ทร็อทเป็นการเต้นรำที่พัฒนามาจาก การเต้นรำแบบ ทูสเต็ป ในสมัยวิคตอเรียน  และกลายเป็นฟ็อกซ์ทร็อท ในช่วงประมาณ 1900s  ที่มาของชื่อฟ๊อกซ์ทร็อท มีหลายกระแส บางแห่งบอกว่าเป็นลักษณะการวางเท้าเวลาเดินของหมาจิ้งจอกจริงๆ แต่บางแห่งบอกว่ามาจากนายทหารในกองทัพ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการวางเท้าของม้าที่ผ่านการฝึกในกองทัพ  (ถ้านึกลักษณะการก้าวเท้าไม่ออก  ดูการเดินของหมาหรือว่าแมวใกล้ๆ ตัวก็น่าจะคล้ายๆ กัน คือเท้าหลังจะก้าวมาทับรอยเท้าหน้า)  ซึ่งการวางเท้าแบบนี้จะเป็นการวางเท้าที่แตกต่างไปจากการเต้นรำแบบวิคตอเรียน ที่จะก้าวเท้าเป็นแนวเดียวกัน  แต่บางแห่ง บอกว่าชื่อฟ๊อกซ์ ทร็อท มาจากชื่อของแฮรี ฟ๊อกซ์ ผู้ทำให้การเต้นรำแบบนี้เป็นที่นิยม

การเต้นรำแบบฟ๊อกซ์ ทร็อท มาพร้อมกับดนตรีแร็กไทม์ และปรับตัวเข้ากับดนตรีสะวิงแจ๊ส ที่เฟื่องฟูในช่วงทศวรรษ 20  โดยปรับเปลี่ยนการเต้นรำแบบทูสเต็ป ให้เข้ากับการเต้นรำสมัยใหม่อย่างเชอร์ราตัน และลินดี้ ฮ็อปซึ่งเป็นการเต้นรำของคนผิวดำ ที่มีจังหวะเร็วเร้าใจ (ความเร็วบางเพลงอาจจะไปถึง 200 b.p.m. หรือเร็วกว่านั้น)  นอกจากนี้ยังนำส่วนผสมของการเต้นรำแบบชิมมี่  และ แบล็ค บ็อทท่อม ซึ่งเป็นการดัดแปลงมาจากการเต้นรำของทาสชาวอัฟริกันอีกทอด  ต่อมาฟ๊อกซ์ทร็อท แบบออกเป็นสองสายคือ  สโลว์ ฟ๊อกซ์ทร็อท ที่ปรับจังหวะให้ช้าลง กับควิก สเต็ป ที่เป็นการเต้นรำที่จังหวะเร็วๆ

บอลรูมแด๊นซ์เป็นที่นิยมมากในช่วงทศวรรษที่ 20 พร้อมๆ กับการเฟื่องฟูของดนตรีบิ๊กแบนด์แจ๊สและสะวิงแจ๊ส  มีจังหวะการเต้นรำเกิดขึ้นมากมายเช่นการเต้นรำแบบบรอดเวย์ แจ๊ส, ลินดี้ ฮ็อป และนำเอาการเต้นรำแถบลาตินอเมริกาเข้ามาปรับปรุงอย่างจังหวะ แซมบ้า, รุมบ้า ,ซัลซ่า เป้นต้น   นักแต่งเพลงที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นก็คือ จอร์จ เกริชวิน ซึ่งเอาดนตรีแจ๊ส มาผสมเข้ากับดนตรีคลาสสิค  โดยตอนแรก เกริชวินสนใจดนตรีคลาสสิค  ต่อมาเมื่อเขาได้ย้ายไปทำงานในแถบทิน แพน อัลลี่ย์ ทำให้ได้รู้จักกับนักดนตรีและคนแต่งเพลงแจ๊สมากขึ้น เขาก็นำเอาดนตรีแจ๊ส เข้ามาประยุกต์กับออเครสตร้า อย่างเช่น Rhapsody in Blues (1924) นำเอาโครงสร้างดนตรีและการอิมโพร์ไวส์ของแจ๊สมาใช้ร่วมกับลักษณะการบรรเลงคอนแชร์โต้แบบศตวรรษที่ 19  กลายเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงและรูปแบบใหม่ให้กับสแดนดาร์ด แจ๊ส

ในขณะที่บอลรูม แด๊นซ์มีวิวัฒนาการมายาวนาน  ดนตรีฮิปฮ็อปเพิ่งจะเริ่มต้นในช่วงทศวรรษที่ 70 นี่เอง  โดย คนที่บุกเบิกดนตรีฮิปฮ็อป เป็นดีเจในย่านบร๊องซ์, นิวยอร์ค  ชื่อว่า คูล เฮิร์ค ซึ่งจัดบล็อค ปาร์ตี้อยู่บ่อยๆ (บล็อก ปาร์ตี้คือ งานสังสรรค์ของคนโสดที่อยู่ในละแวกเดียวกัน)  ตอนแรกๆ เฮิร์คจะเปิดแผ่นแนวเร้กเก้ (เพราะเขาเป็นชาวจาไมกัน ที่อพยพมาอยู่นิวยอร์ค)  แต่เมื่อดนตรีเร้กเก้ไม่ใช่ดนตรีที่ชาวนิวยอร์คในแถบนั้นชอบกันนัก เขาก็เปลี่ยนมาเป็นดนตรีฟั้งค์, ดิสโก้และร็อค ที่ชาวนิวยอร์คชอบ  และเพื่อไม่ให้คนที่เต้นรำ รู้สึกเบื่อ เฮิร์ค จึงนำเอาแผ่นเสียงสองแผ่น มามิกซ์ ซึ่งตอนแรกก็เป็นเพียงแค่การเปิดเพลงให้ต่อเนื่องโดยไม่หยุด แต่ต่อมาก็มิกซ์สลับระหว่างเพลงสองเพลง กลับไปกลับมา  เพื่อให้คนฟังรู้สึกประหลาดใจและสนุกกับการเต้นรำมากขึ้น นอกจากนี้ เฮิร์ค ยังนำรูปแบบของ โฆษก, พิธีกรของงาน (M.C) ที่จะคอยพูดระหว่างเพลงไปพร้อมๆ กับจังหวะ   ซึ่งลักษณะนี้ก็คือแร็ปเปอร์ในเวลาต่อมานั่นเอง

สไตล์การเต้นของฮิปฮ็อป จะอาศัยความอิสระของแต่ละคนเป็นหลัก คือถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเต้นรำเป็นกลุ่ม แต่จริงๆ อาศัยความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก ต่างจากการเต้นของ บอลรูมแด๊นซ์ที่จะต้องคำถึงถึงการเคลื่อนไหวเป็นคู่เสมอๆ  คือ the man “leads”, and the lady “follows” ซึ่งหมายความว่าผู้ชายเป็นฝ่ายนำ แล้วผู้หญิงเป็นฝ่ายตาม

แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายตามเพียงอย่างเดียว ฝ่ายหญิงเป็นคนเลือกว่าจะตามหรือไม่ตามก็ได้  ซึ่งในจุดนี้เองที่ดูเลนใช้เป็นแนวคิดในการนำบอลรูม แด๊นซ์ เข้าไปสอนในโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้เด็กวัยรุ่นรู้จักการวางตัวเข้าหากัน

อ่านต่อ

ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ Wanted ที่คนดูน่าจะจำได้ฉากหนึ่งคือฉากไล่ล่ากันบนท้องถนนโดยมีรถลีมูซีนหุ้มเกราะเป็นเป้าหมาย และเพลงที่คนในรถกำลังฟังก็ช่างเข้ากับเหตุการณ์จริงๆ คือเพลง “Con te partirò” ของอังเดร โบเชลลี่ หรือในเวอร์ชั่นที่คนทั่วไปคุ้นหูก็คือเพลง “Time to say Goodbye” ที่โบเชลลี่ ร้องคู่กับซาร่าห์ ไบร์ทแมน

เพลงนี้ไม่ใช่เพลงโอเปร่าแท้ๆ แบบดั้งเดิม  มันเป็นเพลงกลายพันธุ์ที่เรียกว่า Operatic Pop หรือที่เรียกกันว่า Popera คือเป็นเพลงป๊อปที่นำเอาสไตล์การร้องแบบโอเปร่ามาใช้  ซึ่งตามปกติเรามักจะคิดว่าดนตรีโอเปร่าเป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่ค่อยได้ฟังกันในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วดนตรีโอเปร่ามันอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิดกัน ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน หรือภาพยนตร์ ก็จะมีเพลงโอเปร่าแทรกเข้าไปเสมอๆ เพียงแต่บางทีมันก็จะมีการดัดแปลงไปบ้าง ถ้าใครยังจำภาพยนตร์เรื่อง The Fifth Element ของลุค แบสซ็องค์ได้จะมีช่วงหนึ่งที่มนุษย์ต่างดาวร้องเพลง นั่นก็มาจากโอเปร่า เรื่อง Lucia di Lammermoor ของโดนิเซ็ตติ  แต่ก็ไม่ได้มาแบบเดิมๆ เสียหมด เพราะ อีริค เซอร์ร่าก็ได้ประพันธุ์เพลงโอเปร่าในแบบของตัวเองขึ้นมาในชื่อ  The Diva Dance  โดยใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียง และพวกซินธีไซเซอร์เข้ามาผสม เป็นตัวอย่างการนำเอาโอเปร่ามาประยุกต์ที่น่าสนใจทีเดียว

กระแสดนตรีโอเปร่ามาตื่นตัวตอนที่ พลาซิโด้ โดมิโก้, โฆเซ่ คาร์เรร่าส์และ ลุยเซียโน่ พาวาร๊อตติมารวมตัวกันในนาม The Three Tenors ช่วงฟุตบอลโลกปี 1990 ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ดนตรีโอเปร่าเข้าถึงผู้ฟังทั่วไปมากขึ้น  แต่นั่นก็ยังเป็นโอเปร่าที่อยู่ในร่องรอยดั้งเดิมมากพอสมควร  บุคคลแรกๆ ที่บุกเบิกการผสมผสานระหว่างดนตรีป๊อปและคลาสสิคก็คือ เดวิด ฟอสเตอร์ (ผู้อยู่เบื้อหลังศิลปินดังๆ มากมายทั้ง เคนนี่ จี, ซีลีน ดิออน, วิทนี่ย์ ฮูสตั้น และอีกหลายคน) เขาได้รู้จักกับ Joeh Groban นักร้องเสียงดีที่ผ่านการฝึกฝนร้องเพลงโอเปร่ามาก่อน  และมองเห็นช่องทางที่ซาร่าห์ ไบร์ทแมนและอังเดร โบเชลลี่ นำทางเอาไว้ แต่เขามองไปไกลกว่านั้นคือไม่ได้เพียงแค่นำเอาดนตรีคลาสสิคมานำเสนอในวงกว้าง อย่างที่ The Three Tenors และไม่ได้แค่ปรับเพลงให้มันออกป๊อปอย่าง โบเชลลี่ และไบร์ทแมน หากแต่เขาต้องการทำดนตรีบัลลาดในอารมณ์โรแมนติก ที่มีการร้องที่ยอดเยี่ยมแบบดราม่าและทรงพลังตามสไตล์โอเปร่า คือถ้าเป็นเพลงโอเปร่าจริงๆ คนทั่วๆ ไปจะรู้สึกว่ามันฟังยาก เข้าใจยากและร้องยาก แต่ถ้าเอาเพลงที่ออกป๊อปหรือเพลงบัลลาดที่มีความโรแมนติกในตัว มาเสริมด้วยเสียงร้องที่ผ่านการฝึกฝนที่ถูกวิธี สไตล์โอเปร่าน่าจะเรียกความสนใจจากคนฟังเพลงทั่วๆ ไปได้  ซึ่ง Josh Groban ก็ไม่ทำให้ฟอสเตอร์ผิดหวัง

แต่กระแส Poppera ได้เพิ่มขึ้นในวงกว้างก็ตอนที่ ไซม่อน โคเวลล์ ที่หลายคนคุ้นหน้าดีในฐานะกรรมการของงานประกวด อเมริกัน ไอด้อล ฟังเพลงของไบร์ทแมนและ Groban แล้วเกิดความคิดว่า ถ้าเอาดนตรีร๊อคและป๊อป มาผสมกับกับการร้องสไตล์โอเปร่าน่าจะขายได้ และนั่นก็คือโปรเจ็คท์ที่เขาฟูมฟักจนเกิดเป็นวงดนตรีสี่หนุ่มจากสี่ประเทศในชื่อ Il Divo  และเพียงแค่อัลบั้มแรกในปี 2004 มันก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยอาศัยการร้องจะเป็นสไตล์การร้องโอเปร่า มีทั้งเสียงเทเนอร์และบาริโทน รวมไปทั้งเสียงร้องแบบป๊อปแทรกเข้ามาบ้าง อย่างเพลง “Unbreak My Heart” ที่มาในเวอร์ชั่นภาษาสเปน “Regresa A Mi” จากเดิมเป็นเพลงป๊อปที่น่าฟังอยู่แล้ว เมื่อมีเสียงร้องแบบโอเปร่าช่วยเสริมให้มันกลายเป็นเพลงที่น่าสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังมีความป๊อปติดอยู่ในเพลง

และทุกวันนี้ Popera ก็ทำให้ดนตรีสไตล์โอเปร่า อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นกว่าเดิม

========================

หากสนใจงานในแบบ Popera แนะนำให้ลองฟังอัลบั้มต่อไปนี้

  • G4 – G4 (Sony BMG, 2005)
  • Josh Groban – Closer (Warner, 2003)
  • Andre Bocelli – Amore (Sugar Records, 2006)
  • Il Divo – Ancora (Sony BMG, 2005)

Sarah Brightman – Time to Say Goodbye (East West Records, 1997)

อ่านต่อ